วันอาทิตย์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2553

ดุสิตธานี เป็นเมืองจำลองเล็กๆ สร้างขึ้นแห่งแรกในพระราชวังดุสิต ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว มีเนื้อที่ประมาณ ๒ ไร่ครึ่ง มีลักษณะเกือบจะเป็นรูปสี่เหลี่ยม ทางด้านใต้ติดพระที่นั่งอุดร ทางด้านเหนือติดอ่างหยกเฉพาะบ้านทั้งหมดมีจำนวนประมาณสามร้อยกว่าหลัง ถ้านับตัวอาคารด้วยก็ประมาณ ๑,๐๐๐ หลัง ประกอบด้วยปราสาทราชวัง วัด สถานที่ราชการ โรงทหาร โรงเรียน โรงพยาบาล ตลาด ร้านค้า ธนาคาร โรงละคร โรงภาพยนต์ สโมสรบริษัท สำนักงาน ที่ขาดไปคือมหาวิทยาลัย ปั๊มน้ำมัน และสถานโบว์ลิ่ง เท่านั้น อาคารเหล่านี้มีขนาดย่อส่วนเท่ากับ หนึ่งในยี่สิบส่วนของของจริง คือมีขนาดโตกว่าศาลพระภูมิเพียงเล็กน้อย สร้างขึ้นด้วยฝีมือประณีต ทาสีและฉลุสลักลวดลายอย่างวิจิตร มีไฟฟ้าติดสว่างทุกบ้าน มีถนนเชื่อมเหมือนของจริง ปลูกต้นไม้เล็กๆ ร่มรื่นทั้งสองข้างทาง
ผู้ที่ปลูกบ้านอยู่ในดุสิตธานี เรียกว่า ทวย นาครของดุสิตธานี เป็นบรรดามหาดเล็กรับใช้ใกล้ชิด ซึ่งมีทั้งที่เป็นเชื้อพระวงศ์ ตั้งแต่ชั้นหม่อมเจ้าเป็นอย่างสูง พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงใช้ชื่อว่า ท่านราม ณ กรุงเทพ มีอาชีพเป็นทนายความ
การปลูกบ้านในดุสิตธานีนั้น ผู้ปลูกจะต้องยื่นเรื่องราวขอ ซื้อที่ดินสำหรับแต่ละหลังซึ่งมีขนาดประมาณ ๑ ตารางเมตร เมื่อได้รับพระบรมราชานุญาตแล้วจึงจะดำเนินการได้ และเนื่องจากบ้านแต่ละหลังมีราคาแพง จึงมีห้องแถวให้เช่าสำหรับผู้ไม่มีเงินสร้าง ซึ่งเจ้าของบ้านทุกคนจะต้องคอยดูแลบ้านของตนให้สะอาดเรียบร้อย มีการบริการด้านสาธารณูปโภค มีพนักงานชาวที่คอยดูแลตรวจตรา
เจ้าของบ้านจะต้องเสียค่าน้ำ ค่าไฟ ชึ่งผู้เก็บเงินเป็นเสมียนของท่านราม เงินที่เก็บได้จะนำมาใช้ในการบำรุงดุสิตธานี โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างสะพาน ถนนหนทาง เงินที่เหลือส่งไปบำรุงราชนาวี และสร้างเรือรบพระร่วง
ดุสิตธานีมีพรรคการเมืองสองพรรค คือ พรรคแพรแถบสีน้ำเงินและพรรคแพรแถบสีแดง การเลือกตั้งดำเนินการตาม ธรรมนูญ ลักษณะการปกครองคณะนคราภิบาล(ดุสิตธานี) พระพุทธศักราช ๒๔๖๑ ซึ่งมี ๕๑ มาตรา และมีการแก้ไขเพิ่มเติม ๒ ครั้ง วิธีการสำคัญที่ทรงกระทำคือ การปูพื้นฐานทางการเมืองให้แก่ประชาชน โดยผ่านกระบวนการของการปกครองท้องถิ่นในรูปแบบเทศบาล ซึ่งเป็นการบริหารแบบประชาธิปไตยที่ให้ประชาชนในท้องถิ่นนั้น จึงทรงรื้อฟื้นการทดลอง ปกครองในรูปแบบเทศบาลหรือที่ทรงเรียกว่า นคร ภิบาล โดยทรงจัดตั้งเมืองจำลอง ดุสิตธานี ณ บริเวณรอบๆ พระที่นั่งอุดรในพระราชวังดุสิต สมมติให้ดุสิตธานีมีฐานะเป็นมณฑลหนึ่งในราชอาณาจักรสยามชื่อว่า มณฑล ดุสิต มีหม่อมเจ้าปราณีเนาวบุตร์ ทรงดำรงตำแหน่งสมุหเทศาภิบาล ทำหน้าที่ว่าราชการมณฑล ซึ่งอาจเทียบได้กับตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดในปัจจุบัน เป็นหัวหน้าดำเนินการปกครองโดยทั่วไป และเลือกเชษฐบุรุษสำหรับทุกๆ อำเภอ มีการเลือกตั้งและเสียภาษีอากรทุกเดือน เพราะทรงกำหนดให้นับเวลา
๑ เดือนในดุสิตธานีเท่ากับ ๑ ปี จัดการทำนุบำรุงด้านสุขาภิบาลและการป้องกันโรคภัย จัดการเก็บภาษีที่ดิน สนับสนุนให้มีการออกหนังสือพิมพ์ สนับสนุนการตั้งพรรคการเมือง จัดตั้งธนาคาร เรียกว่า
ดุสิตธนาคาร ขึ้น
หนังสือพิมพ์ที่ออกในดุสิตธานีมีอยู่ ๓ ฉบับคือ ดุสิตสมัย เป็นหนังสือพิมพ์รายวัน ดุสิตสักขี เป็นหนังสือพิมพ์รายวัน (ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็นดุสิตรีคอร์ดเดอร์) และดุสิตสมิต พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงจัดทำเป็นหนังสือพิมพ์รายสัปดาห์ออกทุกวัน เสาร์
เรื่องของเมืองดุสิตธานี เป็นพระราชเจตนาของพระองค์ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๖ ทรงตั้งพระราชหฤทัยที่จะสร้างประชาธิปไตยไว้เป็นบันทัดฐานของชาติ และทรงตั้งพระราชหฤทัยที่จะพระราชทาน รัฐธรรมนูญให้ในโอกาสต่อมา ดุสิตธานีและสลายตัวไป เมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวสวรรคต เมื่อ พ.ศ.๒๔๖๘
อาคารจำลองดุสิตธานี ปัจจุบันหลังที่อยู่งานพระบรมราชะประทรรศนีย์ ห้อง ๑๑ ชั้น ๓
หอวชิราวุธานุสรณ์ มี ๒ หลังดังนี้
พระที่นั่งลักษมีวิลาส(พระที่ นั่งแขก) ตั้งตามพระนาม พระนางเธอลักษมีลาวัณ เป็นพระที่นั่งในพระวัชรินทราชนิเวศน์ ตำบลดุสิต ในบริเวณพระราชวังดุสิต
วัดราชประดิษฐ์สถิตมหาสีมาราม มีลักษณะเป็นทรงไทย เริ่มสร้างปลายสมัยรัชกาลที่ ๔
เป็นวัดฝ่ายธรรมยุติ ในพระพุทธอาสน์ของพระประธานได้บรรจุพระบรมอัฐิส่วนหนึ่งของรัชกาลที่ ๔
ไว้ด้วย ปูชนียวัตถุที่สำคัญได้แก่ พระพุทธสิงห์ปฏิมากร พระพุทธสิหิงค์จำลอง พระพุทธชินสีห์จำลอง พระพุทธนิรันตรายและรูปปั้นสมเด็จพระสังฆราช(สา) นอกจากนั้นยังมีจิตรกรรมฝาผนังของพระพุทธพระวิหารหลวง เป็นภาพเขียนด้วยสีฝุ่นที่มีความงดงามเป็นเลิศ จำลองจากวัดราชประดิษฐ์ฯ ซึ่งตั้งอยู่ที่ถนนราชินี แขวงบรมมหาราชวัง เขตพระนคร
ส่วนอาคารจำลองอื่นๆ มีให้ชมที่ชั้น ๔ ของหอวชิราวุธานุสรณ์ ที่งานพระบรมราชะประทรรศนีย์ หรือ นิทรรศการหุ่นใยแก้วของรัชกาลที่๖ ซึ่งเป็นนิทรรศการประกอบด้วยหุ่นใยแก้วจำนวน ๑๒ ห้อง พร้อมคำบรรยายสรุปพระราชกรณียกิจ

ที่สำคัญด้วยสไลด์มัลติวิชั่น เปิดให้เข้าชมในวันเวลาราชการ วันละ ๖ รอบ ช่วงเช้าเวลา ๙.๓๐ น., ๑๐.๓๐ น. และ ๑๑.๓๐ น. ช่วงบ่าย เวลา ๑๓.๓๐ น., ๑๔.๓๐ น. และ ๑๕.๓๐ น. ใช้เวลาเข้าชมรอบละประมาณ ๔๐ นาที ซื้อตั๋วได้ที่ชั้น ๒ ของอาคาร ค่าตั๋วสำหรับนักเรียน นักศึกษา เด็กราคา ๑๐ บาท ผู้ใหญ่ ๒๐ บาท

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น